|
1.
ano-hito wa nihon-jin desu
2.
ano-hito mo nihon-jin desu
ท่านที่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นแม้นิดเดียว คงจะเข้าใจความแตกต่างของตัวอย่างข้างบนนี้
ประโยค(1)ใช้คำช่วย
wa
แปลว่า
เขาเป็นคนญี่ปุ่น
ประโยค(2)ใช้คำช่วย
mo
แปลว่า
เขาก็เป็นคนญี่ปุ่นเหมือนกัน
1.
watashi wa sakana o tabemasu
2.
watashi wa sakana mo tabemasu
3.
watashi mo sakana o tabemasu
ความแตกต่างของสามประโยคนี้ เข้าใจไหมครับ
ประโยค(1) เพียงแต่บอกว่าฉันจะทานปลา
ประโยค(2) แปลว่า ฉันทานปลาด้วย ซึ่งมีความหมายว่าฉันทานเนื้อ ทานผัก และทานปลาด้วย
ส่วนประโยค(3) แปลว่า
ฉันก็ทานปลา ซึ่งมีความหมายว่าคนนี้ทานปลา คนนั้นก็ทานปลา และตัวเองก็ทานปลา
1.
watashi wa depaato e ikimasu
2.
watashi mo depaato e ikimasu
3.
watashi wa depaato mo ikimasu
4.
watashiwa depaato wa ikimasu
ประโยค(1) เพียงแต่บอกว่าฉันจะไปห้างสรรพสินค้า
ประโยค(2) ฉันก็ไปห้างสรรพสินค้า
ซึ่งมีความหมายว่าคนนี้ไปห้างสรรพสินค้า คนนั้นก็ไปห้างสรรพสินค้า และฉันก็ไปห้างสรรพสินค้า
ประโยค(3) แปลว่า
ฉันจะไปห้างสรรพสินค้าด้วย
ซึ่งมีความหมายว่าไปที่ไหนสักแห่ง(ร้านอาหารก็ดีโรงพยาบาลก็ดี) และไปห้างสรรพสินค้าด้วย
ประโยค(4) ตรงกันข้ามของประโยค(3) คือ
มีความหมายว่า
ไม่ไปไหน แต่จะไปห้างสรรพสินค้าที่เดียว
1.
kono kamera wa juu-man-en wa shimasu
2.
kono kamera wa juu-man-en mo shimasu
ประโยค(1) แปลว่า
กล้องถ่ายรูปนี้ต้องมีราคาแสนเยนเป็นอย่างน้อย
ซึ่งมีความหมายว่าผู้พูดไม่รู้ราคาแน่นอน แต่รู้ว่าแพง ต้องมีราคาแสนเยนเป็นอย่างน้อย
ประโยค(2) แปลว่า
กล้องถ่ายรูปนี้มีราคาตั้งแสนเยน ซึ่งเน้นว่าเป็นกล้องถ่ายรูปที่แพงมาก
ความแตกต่างของสองประโยคนี้ คือ
ประโยค(1) ผู้พูดไม่รู้ราคาแน่นอน เพียงแต่รู้ว่าราคาแพง
ประโยค(2) ผู้พูดรู้ราคาแน่นอน
|